Tuesday, April 25, 2017 18:23 PM
» ปัญหาสุขภาพตา›ภาวะน้ำวุ้นตาเสื่อม โรคจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก (Vitreous degeneration)
ภาวะน้ำวุ้นตาเสื่อม โรคจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก (Vitreous degeneration)

ภาวะน้ำวุ้นตาเสื่อม (Vitreous degeneration) และ โรคจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก (Retinal detachment)

 

น้ำวุ้นตา(vitreous) = สารใสคล้ายเจลบรรจุอยู่ภายในลูกตาส่วนหลัง

หน้าที่

  • ที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน
  • ให้สารอาหารแก่จอประสาทตาและ
  • เซลผนังลูกตาชั้นใน
  • เป็นตัวพยุงลูกตาให้คงรูป
  • เป็นทรงกลมอยู่ได้

 

วุ้นในลูกตา 99% = น้ำ 1% = ของแข็ง (collagen และกรด Hyaluronic) เพื่อดึงน้ำและคงสภาพและรูปร่างของลูกตา

 

อายุมากขึ้น -> โมเลกุลของกรด hyaluronic เริ่มแตกสลาย -> น้ำแตกตัวออก = ความเสื่อมของน้ำในลูกตา

 

จุดดำ = Collagen อาจลอยไปลอยมา เมื่อกระทบกับแสงตกลงไปที่จอตา
สมอง แปลผล = จุด / แสงวาบเกิดขึ้น จากการหักเหของแสงที่ไม่เป็นระเบียบ

 

อาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกว่ามีเงาดำ - เป็นจุดเล็กๆคล้ายลูกน้ำ - วงกลม - เส้น จะสังเกตได้ง่ายขึ้นเวลา
  • มองไปยังพื้นผิวที่เรียบและเป็นสีอ่อน เช่น ผนังห้อง กระดาษสีขาว หรือท้องฟ้า floater
  • รู้สึกมีแสงสว่าง (flashing) คล้ายฟ้าแลบ - ไฟแฟลช
  • รู้สึกว่ามีลานสายตาผิดปรกติหรือแคบลง อาจเกิดจากมีจอประสาทตาฉีกขาดและ
    หลุดลอก ทำให้ขอบภาพหายไป หรือมีลานสายตาแคบลง

 

ภาวะวุ้นในลูกตาแยกออกจากจอตา

เมื่ออายุมากขึ้นและเข้าสู่วัยกลางคน น้ำวุ้นตาจะมีการหดตัว - หนาตัวเป็นจุด

หรือเป็นเส้นภายในลูกตา การหดตัวของน้ำวุ้นตานี้จะทำให้น้ำวุ้นตาแยกห่างออก

จากจอประสาทตา เห็นจุดลอยไปลอยมา-แสงแฟลชที่เพิ่มมากขึ้นทันที ควรไปพบจักษุแพทย์

 

 

โรคจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก

 

ถ้าการหดตัวนี้มีแรงดึงมาก

  • ดึงรั้งจอประสาทตาฉีกขาด
  • เส้นเลือดที่จอประสาทตาฉีกขาด
  • เลือดออกในน้ำวุ้นตา
  • หลุดลอกของจอประสาท
  • ถ้าทิ้งไว้นานจอประสาทตาบริเวณนั้นจะตาย
  • ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ตาบอดได้

 

 

โรคจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก

ตรวจเช็คลานสายตาด้วยตนเอง

• โดยการใช้มือบังตาทีละข้าง
• ตาที่ทดสอบมองตรงไปข้างหน้า ระยะ 3-4 เมตร
• ให้มองไปตรงๆ ตรงกลาง ตาไม่กลอก

เราจะมองเห็นขอบเขตของภาพได้กว้างไกลแค่ไหน ขอบเขตของภาพ = ลานสายตา ถ้ามีการฉีกขาดและหลุดลอกของจอประสาทตา

ขอบภาพจะมืดหายไป หรือเห็นภาพได้แคบลง ควรมองที่ตำแหน่งเดิมซ้ำทุกครั้ง เพื่อให้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย

 

 

การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก

  • การฉายแสงเลเซอร์ที่ก่อความร้อน (photocoagulation)
  • การจี้ด้วยความเย็น (cryocoagulation)
  • ฉีดก๊าซเข้าในน้ำวุ้นตาเพื่อกดจอประสาทตาที่หลุดให้ราบ (pneumoretinoplexy)
  • การผ่าตัดหนุนผนังลูกตาจากด้านนอก (scleral buckling)
  • ผ่าตัดน้ำวุ้นตา (vitrectomy)

 

 

 

โรคจอประสาทตาเสื่อม

จุดรับภาพของจอประสาทตา ผิดปกติ โรคนี้ทำให้สูญเสียการมองเห็นโดยเฉพาะกลางภาพ ซึ่งสามารถมองเห็นขอบด้านข้างของภาพได้

 

จุดรับภาพคืออะไร
จุดรับภาพหรือจุดศูนย์กลางรับภาพชัด (macular)
อยู่บริเวณจุดกลางของจอประสาทตา

 

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

1 อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป.

2. พันธุกรรม

3. เชื้อชาติ พบมากในคนผิวขาว (Caucasian).

4. เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย.

5. บุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างน้อย 6 เท่ามากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่.

6. ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องกินยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูงและระดับ carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม.

7. โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักมากอาจทำให้โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นมากขึ้น.

 

 

โรคจอประสาทตาเสื่อม 2 ชนิด



1. แบบแห้ง (Dry AMD) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด จะมีการเสื่อมสลายอย่างช้าๆ บางลงของจุดกลางรับภาพจอประสาทตา
จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ (aging)

2. แบบเปียก (Wet AMD) เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในโรคจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากการที่เซลล์จอประสาทตาเสื่อม บางลง มีหลอดเลือดงอกใหม่ ซึ่งจะเปราะบางและรั่วซึมได้ง่าย ทำให้มีเลือดและสารคัดหลั่งค้างอยู่ในและอยู่ระหว่างเซลล์ ทำให้จุดกลางรับภาพบวม ท้ายสุดเกิดการทำลายจอประสาทตา ได้อย่างรวดเร็วกว่าชนิดแห้ง

 

 

อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม


อาการตามัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกลางภาพ มีความลำบากในการอ่านหนังสือหรือทำงานละเอียดและต้องใช้แสงมากๆ อาจเห็นภาพบิดเบี้ยว (distortion) ในโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก

 

การตรวจสายตา ใช้ Amsler Grid Eye Exam

• โดยไม่ต้องถอดแว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์ที่ใส่อยู่ออก
• ถือแผ่นภาพในระยะเดียวกับเวลาที่อ่านหนังสือ และควรมีแสงสว่างเพียงพอ
• ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้ มองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นภาพด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง
• หากสายตาเห็นลายเส้นบนแผ่นภาพลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว บางพื้นที่หายไปจากพื้นที่ที่มองเห็น ควรรีบพบจักษุแพทย์.
 

รักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก


- การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ จะยับยั้งหรือชะลอหลอดเลือดผิดปกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตาได้ ไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่เสียไปกลับคืนมา ช่วยคงสภาพการมองเห็นให้เหลือไว้

- การรักษาด้วยยากลุ่ม Anti-VEGF (Anti-vascular endothelial growth factor) เป็นการฉีดเข้าไปยังน้ำวุ้นลูกตา ภายในเยื่อบุตาขาว เพื่อยับยั้งกระบวนการสร้างหลอดเลือดจากหลอดเลือดที่งอกใหม่บริเวณจุดรับภาพนั้น ซึ่งยากลุ่มนี้ทำหน้าที่ไปจับกับสาร VEGF ที่เป็นต้นเหตุการเกิดโรค ลดการงอกของหลอดเลือดใหม่ และการอักเสบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลุกลามโรค ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยามองเห็นชัดขึ้น กว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการยิงเลเซอร์

 

 

การดูแล ป้องกัน

  • หมั่นตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำ อายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม
  • งดสูบบุหรี่
  • เลือกกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ได้แก่ ผักใบเขียว และผลไม้
  • กินวิตามินเสริม

การกินวิตามินซี 500 มก. วิตามินอี 400 IU เบต้าแคโรทีน 15 มก. สังกะสี 80 มก. และคอปเปอร์ 2 มก. จะช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นจากภาวะจอประสาทตาเสื่อมอย่างรุนแรงลงได้ร้อยละ 25 แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรค หรือมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่เริ่มมีจอประสาทตาเสื่อมเล็กน้อย

  • กินปลา กรดไขมันชนิด Omega-3 ที่พบมากในเนื้อปลา
  • ไม่สามารถป้องกัน,รักษา หรือช่วยให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วดีขึ้นได้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะดำเนินไปสู่ระยะรุนแรง จนทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น 

http://www.pukekoeshop.com/th/product/4/สตรีมเอนแซด%20-%20แบล็กเคอร์เรนท์%2060%20แคปซูล

http://www.pukekoeshop.com/th/product/43/สตรีมเอนแซด%20-%20แบล็กเคอร์เรนท์%2030%20แคปซูล

 

 

View 15201