Tuesday, April 25, 2017 18:21 PM
» ตาโรคตาต้อ ›โรคตาต้อ
โรคตาต้อ

คำว่าต้อ เป็นคำทั่วไปหมายถึงตา ดังนั้น เมื่อบอกว่าเป็นโรคต้อ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นโรคต้อชนิดใด ที่พบบ่อย ๆ และควรทราบ เรียงลำดับตามความรุนแรงจากน้อยไปมาก ดังนี้

โรคต้อของตามีกี่โรค และมีความแตกต่างกันอย่างไร

  • โรคต้อลม (Pinguecular)  มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้าง ๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา (เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด) มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
  • โรคต้อเนื้อ (Pterygium) โรคต้อเนื้อเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อ เมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
  • โรคต้อกระจก (Cataract) โรคต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา (lens) ในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาว ๆ บัง มักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาก็ได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยจนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา
  • โรคต้อหิน (Glaucoma) ต้อหินเป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตา (aqueous) น้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้น จนกระทั่งกดขั้วประสาทตา (optic disc) ทำให้มีการเสียของลานสายตาการมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทได้ในที่สุด

 ส่วนโรคต้ออื่น ๆ ที่เป็นภาษาเฉพาะถิ่น เช่น ต้อลิ้นหมา คือต้อเนื้อ หรือโรคต้อลำไย คือต้อหินแต่กำเนิด เป็นต้น

ต้อเนื้อและต้อลม สาเหตุ

  • รังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นเวลานาน

  • ร่วมกับการโดนฝุ่นละออง  ควัน  ลม 

  • ความแห้งแล้ง  อากาศร้อนและสิ่งแวดล้อมต่างๆ 

โรคนี้จึงมักเกิดกับผู้ที่อยู่ในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง  คำว่า “เนื้อ” ในที่นี้มาจากลักษณะของโรคที่เห็นเป็นก้อนเนื้องอกขึ้นมา

อาการ

ระคายเคือง เคืองตา  แสบตา  คันตา  ตาแดง  น้ำตาไหล อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง  โดนแดด  โดนลม  ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอาการผิดปกติ  โดยทั่วไปต้อเนื้อและต้อลมจะไม่ทำให้เกิดอาการตามัว  ยกเว้นในรายที่ต้อเนื้อเป็นมากจนลามเข้ามากลางกระจกตา  บังการมองเห็นจึงจะมีอาการตามัว

การรักษา       

  • ใส่แว่นกันแดด  ในเวลาที่ออกกลางแจ้งเพื่อลดอาการต่างๆ  ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น
  • ต้อลมและต้อเนื้อที่เป็นไม่มาก  ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ  ไม่จำเป็นต้องรักษา  สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้โดยไม่มีอันตราย
  • ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองตาและทำให้ตาไม่แดง แต่ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต้อเนื้อและต้อลมหายไปได้
  • ผู้ที่เป็นต้อลมและต้อเนื้อถ้ามีอาการเคืองตา  น้ำตาไหล  ตาแดง 
  • ผ่าตัด  ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุกลามเข้าไปบนกระจกตาขนาดพอสมควรแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัด  แต่ถ้าเป็นน้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำผ่าตัดส่วนต้อลมนั้นไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกเพราะเป็นเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กๆ  ที่ไม่มีอันตรายต่อตา

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อ

ควรทำโดยจักษุแพทย์  เพราะในบางรายที่ลอกต้อเนื้อไปแล้วอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้  ซึ่งเมื่อเป็นซ้ำมักจะมีลักษณะที่หนาและแดงกว่าเดิม  และการรักษาโดยการลอกอีกครั้งจะทำยากกว่าการลอกครั้งแรก

4 วิธี ผ่าตัดลอกต้อเนื้อ

1.ลอกต้อเนื้อโดยวิธีธรรมดา  ทำโดยตัดต้อเนื้อออกจากเยื่อบุตา  และลอกต้อส่วนที่ติดอยู่บนกระจกตาออก
2.ลอกต้อเนื้อตามวิธีที่ 1 ร่วมกับการวางแร่ซึ่งจะให้รังสีเบต้าออกมา  ป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้
3.ลอกต้อเนื้อตามวิธีที่ 1 ร่วมกับการตัดเอาเยื่อบุตาที่ปกติจากส่วนบนของลูกตา  มาปะลงบริเวณตาขาวที่ได้รับการลอกต้อเนื้อออกไปแล้ว  เป็นการป้องกันการกลับเป็นซ้ำซึ่งได้ผลดีมากกว่าวิธีอื่น
4.ทำผ่าตัดเช่นเดียวกับวิธีที่ 3 แต่ใช้เยื่อหุ้มรกซึ่งผ่านการเตรียมและเก็บรักษาไว้  มาใช้ปะแทนเยื่อบุตา
 
 

ต้อหิน

 ภายในลูกตา มีช่องด้านหน้าของลูกตาซึ่งมีตำแหน่งอยู่หลังกระจกตา แต่อยู่หน้าม่านตา และภายในช่องนี้ มีของเหลวที่เป็นวุ้น ที่เรียกว่า Aqueous humo
บรรจุอยู่เต็ม ของเหลวนี้จะทำหน้าที่นำ ออกซิเจน และสารอาหาร   จำเป็น -> หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง

ความดันภายในลูกตาปกติ = อัตราการสร้างของเหลวสมดุลพอดีกับอัตราการไหลออก 

ต้อหิน ร่างกายผลิตน้ำวุ้น = มากเกินไป หรือระบบระบายทำงานต่ำกว่าปกติ -> ของเหลวนี้จะไหลออกจากลูกตาด้วยอัตราที่น้อยลง -> ความดันในดวงตาพุ่งสูงขึ้น อย่างช้าๆ และต่อเนื่อง -> ผลให้ขั้วประสาทตาถูกทำลาย -> สูญเสียการมองเห็น

สาเหตุ

  • ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
  • ผู้มีวัยสูงกว่า 50 ปี
  • ผู้เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้มีภาวะสายตาสั้นมากๆ
  • ผู้ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นเวลาติดต่อกัน
  • ผู้ที่ดวงตาเคยเป็นแผล

อาการ

มองเห็นวัตถุที่อยู่ข้างหน้าได้ชัดดี แต่จะไม่เห็นวัตถุที่อยู่ข้างๆ = หมายความว่า ลานสายตาของผู้ป่วยแคบลง และถ้าไม่ทำการรักษา อาการของโรคจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้ลานสายตาค่อยๆแคบลง จนสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อหิน

ต้อหินถูกเรียกว่า “ขโมยสายตา” เพราะส่วนใหญ่ไม่ปรากฏอาการใดๆ จะทราบได้ด้วยการตรวจลานสายตาเท่านั้น

ต้อหินมี 4 ประเภท  

  • ต้อหินเรื้อรัง หรือ ต้อหินมุมเปิด  ซึ่งพบมากที่สุดและเป็นกรรมพันธุ์ เกิดจากการที่แรงดันสะสมเพิ่มขึ้นทีละน้อยเป็นเวลานาน และทำลายการมองเห็นจากรอบนอกสู่ศูนย์กลางดวงตา 
  • ต้อหินแบบเฉียบพลัน หรือ ต้อหินมุมปิด จะสร้างความเจ็บปวดรุนแรง และสายตาจะพร่ามัวฉับพลัน เนื่องจากความดันภายในลูกตาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจมีอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้ร่วมด้วย เมื่อเกิดอาการดังกล่าวควรไปพบจักษุแพทย์ทันที
  • ต้อหินแบบชั่วคราว หรือ ต้อหิน secondary เกิดจากแผลในดวงตา ตาอักเสบ เนื้องอก ตาบวม หรือแม้กระทั่งยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาบางชนิดที่มีสารสเตอรอยด์
  • ต้อหินโดยกำเนิด ซึ่งพบได้น้อยมาก

 รักษาได้อย่างไร

  1. การใช้ยา มีทั้งยาหยอดและรับประทาน ตัวยาจะออกฤทธิ์ลดความดันลูกตา โดยลดการสร้างของเหลวในด้านหน้าลูกตา หรือไปช่วยการไหลของของเหลวนี้ออกจากลูกตา หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมความดันลูกตาอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ไปทำลายขั้วประสาทตาและลานสายตารวมทั้งการมองเห็น
  2. การใช้อาร์กอนเลเซอร์ ซึ่งเป็นเลเซอร์ ที่มีพลังงานสูง โดยจะฉายแสงไปที่บริเวณมุมของช่องด้านหน้าลูกตา เพื่อเปิดให้ของเหลวในลูกตา ไหลออกไปสู่ระบบไหลเวียนลูกตาได้สะดวกขึ้นไม่เจ็บปวดเลยและสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาล
  3. การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเปิดทางให้ของเหลว Aqueous ไหลออกจากตาได้อย่างสะดวก ซึ่งมักจะทำเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้วิธีอื่นๆ 
  4. วิธีป้องกันการสูญเสียสายตาด้วยโรคต้อหิน สามารถทำได้หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกและมีการรักษาอย่างถูกต้อง

 

 

ต้อกระจก

เกิดจากการขุ่นตัวของแก้วตา (เลนส์ตา) ปกติแก้วตามีลักษณะใส ทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงพอดีบนจอประสาทตาเมื่อเกิดต้อกระจก จอประสาทตารับแสงได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตาพร่ามัวเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า แต่ไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ ยิ่งแก้วตาขุ่นขึ้น การมองเห็นก็จะลดน้อยลง 

 

สาเหตุ

  • วัย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ความชราซึ่งทำให้แก้วตาขุ่นมัวและแข็งขึ้น 
  • อุบัติเหตุ ต้อกระจกเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย หากดวงตาได้รับอันตรายจากการกระทบกระเทือนอย่าง รุนแรง โดนของมีคมหรือ 
    สารเคมี หรือแสงรังสี 
  • โรคตาหรือโรคทางร่างกายบางโรค เช่น การติดเชื้อ โรคเบาหวาน การรับประทานยาบางชนิด และโรคตาบางโรคอาจจะเป็น
    สาเหตุหรือกระตุ้นให้เลนส์ตาขุ่นเร็วขึ้นได้ 
  • กรรมพันธุ์และความผิดปกติแต่กำเนิด ในกรณีที่ผู้ป่วยยังเยาว์วัย ต้อกระจกเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ หรือการติดเชื้อและการ อักเสบตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์

 อาการ

  • สายตามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง
  • เห็นภาพซ้อน สายตาพร่า สู้แสงไม่ได้

รักษา

  • ในบางกรณีอาจใช้ยาหยอดตา เพื่อชะลอความรุนแรงของต้อกระจก
  • สลายต้อด้วยคลื่นอุลตร้าซาวด์ หรือ “เฟโค”
  • การใส่เลนส์แก้วตาเทียมจะใช้ในกรณีที่ต้อกระจกสุกและแข็งตัวมาก

ตาแห้ง 

สภาวะที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอต่อการหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา

สาเหตุ

  • อายุ  ทั่วไปแล้วน้ำตาจะค่อยๆ ลดลงเองตามวัยที่มากขึ้น
  • เพศ  มักพบในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
  • ยาบางชนิด อาจทำให้การสร้างน้ำตาลดน้อยลง เช่น ยากลุ่ม Antic drug หรือ Antihistamine กลุ่มยาแก้แพ้ลดน้ำมูกและ 
  • ยารักษาสิวบางชนิด เช่น Roacutane
  • โรค Sjogren’s Syndrome  ซึ่งจะเกิดกับผู้หญิงเท่านั้น อาจมีอาการตาแห้งร่วมกับปากแห้งและข้ออักเสบ

 อาการ

  • จะเกิดการระคายเคืองคล้ายมีเศษผงเข้าตา
  • ฝืด แสบร้อน บอาจมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียว ตาแฉะ

การรักษา

หยอดน้ำตาเทียม กระพริบตาเป็นระยะเพื่อให้น้ำตาเคลือบกระจกตาสร้างความชุ่มชื้นและป้องกันการระเหยของน้ำตา

http://www.pukekoeshop.com/th/product/4/สตรีมเอนแซด%20-%20แบล็กเคอร์เรนท์%2060%20แคปซูล

http://www.pukekoeshop.com/th/product/43/สตรีมเอนแซด%20-%20แบล็กเคอร์เรนท์%2030%20แคปซูล

View 12209